แชร์

เรือ MAYUREE NAREE กับบทเรียนเรื่องประกันภัยทางทะเล: ประกันตัวเรือ ประกันสินค้า และ P&I ต่างกันอย่างไร

อัพเดทล่าสุด: 12 มี.ค. 2026
20 ผู้เข้าชม
เรือ MAYUREE NAREE กับบทเรียนสำคัญเรื่องประกันภัยทางทะเล: ภัยสงครามคุ้มครองหรือไม่ และประกันแต่ละแบบต่างกันอย่างไร

เหตุการณ์เรือ MAYUREE NAREE ที่ถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็นตัวอย่างสำคัญที่ทำให้หลายธุรกิจเริ่มตั้งคำถามว่า ประกันภัยทางทะเลแบบใดคุ้มครองความเสียหายจากเหตุลักษณะนี้ได้บ้าง บทความนี้จะพาไปรู้จักความแตกต่างของ ประกันตัวเรือ ประกันสินค้าทางทะเล และประกันความรับผิดเรือ (P&I) รวมถึงอธิบายว่า ภัยสงคราม อยู่ในความคุ้มครองหรือไม่ และควรเตรียมตัวอย่างไรหากต้องเดินเรือผ่านพื้นที่เสี่ยง

กรณีเรือ MAYUREE NAREE สะท้อนอะไรกับธุรกิจเดินเรือ
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2026 สำนักข่าว Reuters รายงานว่าเรือ Mayuree Naree ถูกวัตถุโจมตี 2 ครั้งระหว่างเดินเรือผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เกิดไฟไหม้และความเสียหายบริเวณห้องเครื่อง ซึ่งลักษณะเหตุไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุของเครื่องจักร แต่เข้าข่ายความเสียหายจากการโจมตีในบริบทความขัดแย้งทางทหารอย่างชัดเจน

ข้อมูลจากสื่อไทยที่อ้างคำชี้แจงของบริษัทเจ้าของเรือระบุเพิ่มเติมว่า เรือ MAYUREE NAREE มี War Risk Insurance อยู่แล้ว และในขณะเกิดเหตุเป็น เรือเปล่า ไม่มีสินค้าบรรทุก ทำให้ความเสียหายหลักในกรณีนี้พุ่งไปที่ตัวเรือและระบบภายในเรือ มากกว่าจะเป็นความเสียหายของสินค้า

บทเรียนสำคัญจากกรณีนี้คือ ต่อให้ผู้ประกอบการมีประกันภัยทางทะเลอยู่แล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าความเสียหายจาก ภัยสงคราม จะถูกรวมอยู่ในกรมธรรม์หลักโดยอัตโนมัติ เพราะในทางปฏิบัติความเสี่ยงประเภทนี้มักถูกแยกออกจากความคุ้มครองมาตรฐาน และต้องซื้อ War Risks หรือส่วนขยายเพิ่มเติมเป็นพิเศษ

ประกันภัยทางทะเลคืออะไร
ประกันภัยทางทะเล คือประกันที่ออกแบบมาเพื่อรองรับความเสี่ยงจากการขนส่งและการเดินเรือ ซึ่งโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

ประกันตัวเรือ (Hull & Machinery)
ประกันสินค้าทางทะเล (Marine Cargo Insurance)
ประกันความรับผิดต่อบุคคลภายนอกของเรือ หรือ P&I (Protection and Indemnity)
แม้ทั้งหมดจะอยู่ในกลุ่ม “ประกันภัยทางทะเล” เหมือนกัน แต่สิ่งที่คุ้มครองนั้นต่างกันอย่างมาก การเลือกให้ถูกประเภทจึงสำคัญมากต่อการบริหารความเสี่ยงของธุรกิจ

ประกันตัวเรือ ประกันสินค้า และ P&I ต่างกันอย่างไร
1) ประกันตัวเรือ (Hull & Machinery)
ประกันตัวเรือเป็นความคุ้มครองที่เน้นไปที่ ตัวเรือ เครื่องจักร และอุปกรณ์ประจำเรือ หากเกิดความเสียหายจากอุบัติเหตุทางทะเล เช่น เรือชน เกยตื้น ไฟไหม้ จม หรือพายุ เจ้าของเรือสามารถใช้ประกันประเภทนี้เพื่อช่วยลดภาระค่าซ่อมแซมหรือความสูญเสียของทรัพย์สินหลักได้ เหมาะสำหรับเจ้าของเรือพาณิชย์ เรือประมง เรือนำเที่ยว และเรือส่วนตัวมูลค่าสูง

ในกรณีของ MAYUREE NAREE ถ้าความเสียหายอยู่ที่ห้องเครื่อง ตัวเรือ หรือระบบสำคัญของเรือ ความคุ้มครองที่เกี่ยวข้องโดยตรงจะเป็นกลุ่ม Hull & Machinery แต่ถ้าสาเหตุเกิดจากการโจมตีในบริบทสงคราม ก็จะต้องพิจารณาควบคู่กับ War Risk Insurance ด้วย ไม่ใช่ดูเฉพาะประกันตัวเรือพื้นฐานเพียงอย่างเดียว

2) ประกันสินค้าทางทะเล (Marine Cargo Insurance)
ประกันสินค้าทางทะเลคุ้มครอง ตัวสินค้า ที่อยู่ระหว่างการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นสินค้านำเข้า ส่งออก หรือสินค้าในห่วงโซ่โลจิสติกส์ระหว่างประเทศ หากสินค้าเสียหาย สูญหาย หรือได้รับผลกระทบระหว่างการขนส่ง ประกันประเภทนี้จะเข้ามาช่วยลดความเสียหายทางการเงินของเจ้าของสินค้า

อย่างไรก็ตาม ในเคสของ MAYUREE NAREE มีรายงานว่าเรือไม่ได้บรรทุกสินค้าในขณะเกิดเหตุ จึงแทบไม่มีประเด็นการเคลมในส่วนของ marine cargo สำหรับเที่ยวเรือนี้

3) ประกันความรับผิดเรือ หรือ P&I (Protection and Indemnity)
P&I เป็นประกันที่คุ้มครอง ความรับผิดของเจ้าของเรือหรือผู้ประกอบการเรือต่อบุคคลภายนอก เช่น การบาดเจ็บหรือเสียชีวิตของลูกเรือ ผู้โดยสาร ความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลอื่น ความเสียหายจากมลพิษ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับซากเรือ ประกันนี้จึงมีบทบาทสำคัญมากในมิติความรับผิดตามกฎหมายและการปฏิบัติการเดินเรือจริง

ถ้าเหตุการณ์แบบ MAYUREE NAREE มีผลให้ลูกเรือได้รับบาดเจ็บ เกิดความรับผิดต่อบุคคลอื่น หรือมีผลกระทบด้านมลพิษ ส่วนนี้อาจเกี่ยวข้องกับ P&I แต่ถ้าต้นเหตุของความเสียหายมาจากสงคราม ก็ยังต้องตรวจสอบอีกชั้นว่าได้ซื้อ war P&I หรือส่วนขยายที่เกี่ยวข้องไว้หรือไม่

ภัยสงครามคุ้มครองหรือไม่
คำตอบคือ โดยทั่วไปไม่คุ้มครองอัตโนมัติในทุกกรมธรรม์ และต้องดูเงื่อนไขเป็นรายแบบประกัน

ประกันตัวเรือคุ้มครองภัยสงครามหรือไม่
โดยหลักแล้ว ประกันตัวเรือมาตรฐานมักคุ้มครองอุบัติเหตุและภัยทางทะเลทั่วไป แต่ ภัยสงครามมักถูกแยกออกจากความคุ้มครองหลัก เจ้าของเรือจึงต้องซื้อ War Risk Insurance หรือ war extension เพิ่ม หากต้องการความคุ้มครองความเสียหายจากสงคราม การโจมตี อาวุธ การยึดเรือ หรือเหตุความไม่สงบในพื้นที่ขัดแย้ง

ประกันสินค้าทางทะเลคุ้มครองภัยสงครามหรือไม่
ประกันสินค้าทางทะเลบางแบบอาจคุ้มครองความเสียหายพื้นฐานของสินค้า แต่ความเสี่ยงจาก war และ strikes มักเป็นส่วนขยายเพิ่มเติม ไม่ได้รวมในความคุ้มครองพื้นฐานเสมอไป ผู้เอาประกันจึงต้องตรวจสอบให้ชัดว่ามีการซื้อเงื่อนไขพิเศษเหล่านี้ไว้หรือไม่

P&I คุ้มครองภัยสงครามหรือไม่
P&I ปกติมักคุ้มครองความรับผิดทั่วไปของเจ้าของเรือ แต่ ความรับผิดที่เกิดจากสงคราม มักไม่ได้รวมโดยอัตโนมัติ และอาจต้องซื้อ war P&I หรือส่วนขยายเพิ่มเติมโดยเฉพาะ โดยเฉพาะเมื่อเรือมีการเดินทางผ่านพื้นที่ที่ผู้รับประกันจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง

ใครบ้างที่ควรให้ความสำคัญกับ War Risk Insurance
War Risk Insurance ไม่ได้จำกัดเฉพาะธุรกิจเดินเรือขนาดใหญ่เท่านั้น แต่มีความสำคัญกับผู้ประกอบการหลายกลุ่ม เช่น

เจ้าของเรือพาณิชย์ที่เดินเรือต่างประเทศ
ผู้ประกอบการที่มีเรือผ่านพื้นที่เสี่ยง เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ หรือ ทะเลแดง
ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าที่สินค้ามีมูลค่าสูง
ธุรกิจโลจิสติกส์และผู้ให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ
ผู้เช่าเรือหรือผู้มีภาระผูกพันทางการเงินกับเรือ
Reuters รายงานว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ตลาดประกันภัยทางทะเลมีการปรับขึ้นเบี้ย war risk และบางกรณีมีการจำกัดหรือยกเลิกความคุ้มครองในบางเส้นทาง นั่นแปลว่าในโลกธุรกิจจริง การมีหรือไม่มี war cover อาจเป็นตัวแปรสำคัญต่อทั้งต้นทุนและการตัดสินใจเดินเรือ

ในประเทศไทยมีบริษัทหรือโบรกเกอร์ใดที่เกี่ยวข้องกับความคุ้มครองลักษณะนี้บ้าง
จากข้อมูลบนหน้าเว็บทางการของผู้ประกอบการในไทย พบว่ามีทั้งบริษัทประกันและโบรกเกอร์ที่ให้บริการด้าน marine insurance แต่ระดับข้อมูลสาธารณะเกี่ยวกับ war risks แตกต่างกัน

Chubb Thailand
Chubb Thailand มีหน้า Marine Hull & Specialty Insurance ที่ระบุชัดถึงความคุ้มครองกลุ่ม hull & machinery, marine liability และกล่าวถึง war ในชุดความคุ้มครองด้วย จึงเป็นหนึ่งในรายชื่อที่เห็นข้อมูลสาธารณะชัดที่สุดว่ามีความเกี่ยวข้องกับงานด้านนี้

Allianz Ayudhya
Allianz Ayudhya ระบุชัดว่ามี Marine Cargo, Inland Transit และ Hull & Machinery แต่จากหน้าที่พบยังไม่ได้ยืนยัน war risks โดยตรง จึงควรสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหากต้องการความคุ้มครองภัยสงครามเฉพาะทาง

AXA Thailand
AXA Thailand มีข้อมูลชัดเจนในฝั่ง Marine Cargo Insurance และ Freight Forwarder Liability มากกว่าความคุ้มครอง war hull ของเรือพาณิชย์ ดังนั้นหากโจทย์เป็นความเสี่ยงแบบเรือถูกโจมตีในพื้นที่สงคราม ควรสอบถามบริษัทโดยตรงก่อนตัดสินใจ

กลุ่มโบรกเกอร์ เช่น R.M. Consultant, Howden Thailand, Lockton Wattana, Marsh Thailand และ Aon Thailand
กลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญในการช่วยจัดหาเงื่อนไขประกันจากหลายตลาด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เหมาะสำหรับเคสที่มีความซับซ้อนสูง เช่น เรือเดินในเขตเสี่ยงสูง งานที่ต้องอาศัย international placement, P&I, หรือ War Risks โดยเฉพาะ

ก่อนซื้อประกันภัยทางทะเล ควรถามอะไรบ้าง
เพื่อให้ได้ความคุ้มครองตรงกับความเสี่ยงจริง ควรถามบริษัทประกันหรือโบรกเกอร์ให้ชัดในเรื่องต่อไปนี้

1) กรมธรรม์คุ้มครองอะไร
ต้องแยกให้ชัดว่าเป็น คุ้มครองตัวเรือ สินค้า หรือความรับผิด

2) ภัยสงครามรวมอยู่หรือไม่
อย่าสมมติว่ามีอยู่แล้ว ควรถามชัดว่าเป็น รวมในกรมธรรม์ หรือ ต้องซื้อเพิ่ม

3) ใช้ได้กับเส้นทางใดบ้าง
บางพื้นที่ เช่น Hormuz, Red Sea หรือพื้นที่ที่ถูกจัดเป็น listed area อาจมีเงื่อนไขพิเศษหรือค่าเบี้ยเพิ่ม

4) เป็นรายปีหรือรายเที่ยว
บางกรณี war cover อาจคิดแบบ annual basis ขณะที่บางกรณีคิดเพิ่มเป็น voyage additional premium

5) มี deductible หรือ sub-limit หรือไม่
แม้จะคุ้มครอง แต่ก็อาจมีส่วนรับผิดเองหรือวงเงินย่อยที่ต้องตรวจสอบล่วงหน้า

สรุป: ทำไมกรณี MAYUREE NAREE จึงสำคัญ
กรณี MAYUREE NAREE ทำให้เห็นชัดว่า ประกันภัยทางทะเลไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับธุรกิจเดินเรือและโลจิสติกส์อีกต่อไป เพราะความเสียหายจากเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์สามารถเกิดขึ้นจริง และอาจอยู่นอกความคุ้มครองของกรมธรรม์มาตรฐาน หากไม่ได้วางแผนเรื่อง War Risk Insurance ไว้ล่วงหน้า

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของเรือ ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า หรือผู้ประกอบการโลจิสติกส์ การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง ประกันตัวเรือ ประกันสินค้าทางทะเล และ P&I รวมถึงการตรวจสอบว่า ภัยสงครามคุ้มครองหรือไม่ ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องธุรกิจจากความเสียหายที่อาจมีมูลค่าสูงมากในอนาคต

บทความที่เกี่ยวข้อง
ประกันสุขภาพรายบุคคล และ ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย ต่างกันอย่างไร
ประกันสุขภาพรายบุคคล และ ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายเป็นรูปแบบของ การประกันสุขภาพที่มีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองสุขภาพของผู้เอาประกัน แต่ทั้งสองแบบมีความแตกต่างในลักษณะของความคุ้มครองและเงื่อนไขต่าง ๆ ดังนี้
3 เม.ย. 2025
โรคฮิตของพนักงานออฟฟิศ
โรคหรือปัญหาสุขภาพที่พนักงานออฟฟิศมักเผชิญเป็นผลมาจากการทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีลักษณะซ้ำๆ และนั่งเป็นเวลานานๆ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้หลายประเภท ตัวอย่างโรคและอาการที่พบบ่อย ได้แก่
3 เม.ย. 2025
เพราะโรคร้ายไม่เคยเตือนก่อน ประกันโรคร้ายแรงจึงพร้อมปกป้องคุณเสมอ
ประกัน 5 โรคร้ายแรง เป็นประกันสุขภาพที่ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองผู้ถือกรมธรรม์ เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นหนึ่งใน 5 โรคร้ายแรงที่กำหนดไว้ในสัญญาประกัน โดยทั่วไป 5 โรคร้ายแรงที่คุ้มครองอาจแตกต่างกันเล็กน้อยขึ้นอยู่กับบริษัทประกัน แต่ส่วนใหญ่จะรวมถึงโรคเหล่านี้
3 เม.ย. 2025
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy